Saturday, June 23, 2012

วิชาธรรมวิภาค

ทุกะ คือ หมวด ๒
ธรรมมีอุปการะ ๒ อย่าง คือ
. สติ ความระลึกได้
. สัมปชัญญะ ความรู้ตัว
การระลึกได้ก่อนที่เราจะทำ จะพูด จะคิด นึกไว้ก่อนแล้วจึงทำ พูด คิด นี้เป็นลักษณะของสติ ฯ
ความรู้ตัวในเวลาที่ตนกำลังทำ พูด คิด ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี ไม่ผิดพลาด คอยอุปการะควบคุมสติอยู่เสมอ นี้เป็นลักษณะของสัมปชัญญะ ฯ
ธรรมเป็นโลกบาล หรือ ธรรมคุ้มครองโลก หรือ เทวธรรม (ธรรมของเทวดา) ๒ อย่าง คือ
. หิริ ความละอายแก่ใจ
. โอตตัปปะ ความเกรงกลัว
ความละอายแก่ใจตนเอง ต่อการประพฤติชั่ว ความรังเกียจต่อการประพฤติชั่วด้วยกาย วาจา ใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้อื่น นี้เป็นลักษณะของหิริ
ความไม่กล้าทำความผิด ความหวาดสะดุ้งกลัวต่อบาป เกรงกลัวต่อผลของบาป นี้เป็นลักษณะของโอตตัปปะฯ
ธรรมอันทำให้งาม ๒ คือ
. ขันติ ความอดทน
. โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม
ความอดทนต่ออนิฏฐารมณ์ คือ อดทนต่ออารมณ์ที่ไม่ชอบใจไว้ได้ หรือ ความอดทนต่อทุกข์ยาก ลำบากตรากตรำในการประกอบกิจเลี้ยงชีพ อดทนต่อภัยธรรมชาติมีร้อน หนาว และสัตว์เบียดเบียน อดทนต่อทุกขเวทนา อดทนต่อคำเสียดสี นี้เป็นลักษณะของความอดทน
การรู้จักทำจิตใจให้แช่มชื่นในเมื่อประสบอนิฏฐารมณ์ พยายามทำใจให้เบิกบานร่าเริง ไม่แสดงออกทางทวารทั้ง ๓ นี้เป็นลักษณะของโสรัจจะ
บุคคลหาได้ยาก ๒ อย่าง คือ
. บุพพการี บุคคลที่ทำอุปการะก่อน
. กตัญญูกตเวที บุคคลที่รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และทำตอบแทน
บุคคลผู้มีอวิชชา คือ ความโง่ ครอบงำประจำอยู่ในสันดาน มุ่งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวอย่างเดียว โดยมิค่อยเหลียวแลผู้อื่น ยากที่จะทำตนให้เป็นบุพพการีได้ ส่วนบุคคลที่ได้รับอุปการะแล้ว ยากที่จะทำตนให้เป็นผู้รู้กตัญญูกตเวทีได้ จึงชื่อว่าบุคคลหาได้ยาก
บุพพการี คือ บุคคลที่ช่วยเหลือผู้อื่นก่อนนั้น ท่านกล่าวโดยสรุปมี ๔ คือ ๑ พระพุทธเจ้า ๒ พระมหากษัตริย์ ๓. บิดามารดา ๔. ครู-อุปัชฌาย์
กตัญญูกตเวที คือ บุคคลที่ระลึกถึงอุปการะที่บุคคลอื่นทำแก่ตนแล้วตอบแทน มี ๔ คือ ๑. พุทธบริษัท ๔ ๒. พสกนิกร ๓. บุตร-ธิดา ๔. ศิษย์

ติกะ คือ หมวด ๓

รัตนะ ๓ อย่าง คือ
. พระพุทธ ๒. พระธรรม ๓. พระสงฆ์
ท่านผู้สอนประชุมชนให้ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ ตามธรรมวินัย ชื่อว่า พระพุทธเจ้า
พระธรรมวินัยที่เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เรียกว่า พระธรรม
ผู้ที่ฟังคำสั่งสอนของท่านแล้วปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เรียกว่า พระสงฆ์
คุณของพระรัตนตรัย คือ
. พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม
. พระธรรม ย่อมรักษาผู้ปฏิบัติ ไม่ให้ตกไปสู่ที่ชั่ว
. พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม
โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ อย่าง คือ
. เว้นจากทุจริต คือ ประพฤติชั่วด้วยกาย วาจา ใจ
. ประกอบสุจริต คือ ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ
. ทำใจของตนให้ผ่องแผ้ว คือ ให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลง
ทุจริต ๓ คือ
. ประพฤติชั่วด้วยกาย เรียกว่า กายทุจริต อันได้แก่ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม
. ประพฤติชั่วด้วยวาจา เรียกว่า วจีทุจริต อันได้แก่ การพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
. ประพฤติชั่วด้วยใจ เรียกว่า มโนทุจริต อันได้แก่ โลภอยากได้ของเขา พยาบาทปองร้ายเขา เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม
สุจริต ๓ คือ
. ประพฤติชอบด้วยกาย เรียกว่า กายสุจริต อันได้แก่ เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม
. ประพฤติชอบด้วยวาจา เรียกว่า วจีสุจริต อันได้แก่ เว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ
. ประพฤติชอบด้วยใจ เรียกว่า มโนสุจริต อันได้แก่ การไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้ายเขา เห็นชอบตามทำนองคลองธรรม
รากเหง้าของอกุศล เรียกว่า อกุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ
. โลภะ โลภอยากได้ของเขา
. โทสะ คิดประทุษร้ายผู้อื่น
. โมหะ หลงไม่รู้จริง ทั้ง ๓ อย่างนี้ ควรละเสีย
รากเหง้าของกุศล เรียกว่า กุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ
. อโลภะ ความไม่อยากได้
. อโทสะ ความไม่คิดประทุษร้าย
. อโมหะ ความไม่หลง ทั้ง ๓ อย่างนี้ ควรเจริญให้มาก
สัปปุริสบัญญัติ คือ ข้อที่ท่านสัตบุรุษตั้งไว้ มี ๓ อย่าง คือ
. ทาน สละให้สิ่งของ ๆ ตน เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น
. ปัพพัชชา คือการบวช เป็นอุบายเว้นจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
. มาตาปิตุอุปัฏฐาน ปฏิบัติมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข
ทาน มี ๒ คือ อามิสทาน การให้สิ่งของแก่ผู้อื่น , ธรรมทาน การให้พระธรรมคำสอน
บุญกิริยาวัตถุ คือ สิ่งที่เป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญ มี ๓ อย่าง คือ
. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
จตุกกะ คือ หมวด ๔
วุฑฒิ คือ ธรรมเป็นเครื่องเจริญ มี ๔ คือ

. สัปปุริสสังเสวะ คบสัตบุรุษผู้ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ
. สัทธัมมัสสวนะ ฟังคำสั่งสอนของท่าน
. โยนิโสมนสิการ ตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่ว โดยอุบายที่ชอบ
. ธัมมานุธัมมปฏิบัติ ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมที่ได้ตรองเห็นแล้ว

จักร คือ ธรรมดุจล้อรถที่นำไปสู่ความเจริญ มี ๔ คือ


. ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในประเทศอันสมควร
. สัปปุริสูปัสสยะ คบสัตบุรุษ
. อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ
. ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในปางก่อน
อคติ คือ ความลำเอียง หรือ ความไม่ยุติธรรม มี ๔ คือ

. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรักใคร่กัน
. โทสาคติ ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน
. โมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา
. ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว
ปธาน (ความเพียร) ๔ คือ
. สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดในสันดาน
. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
. ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน
. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม
อธิษฐานธรรม (ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ) ๔ คือ
. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่ควรรู้
. สัจจะ ความจริงใย คือประพฤติสิ่งใดให้จริง
. จาคะ สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ
. อุปสมะ สงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ
อิทธิบาท (ทางแห่งความสำเร็จ) ๔ คือ


. ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
. วิริยะ เพียรหมั่นประกอบในสิ่งนั้น
. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ
. วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาหาเหตุผลในสิ่งนั้น
ผู้ประกอบกิจทั้งปวง ต้องพอใจในงานนั้น แล้วพยายามขยันในงาน นั้นไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย สนใจอยู่เสมอ เมื่องานนั้นสำเร็จก็ตรวจตรา จนมั่นใจ ท่านเรียกว่า อิทธิบาท
ควรทำความไม่ประมาทในที่ ๔ สถาน

. ในการละกายทุจริต ประพฤติกายสุจริต
. ในการละวจีทุจริต ประพฤติวจีสุจริต
. ในการละมโนทุจริต ประพฤติมโนสุจริต
. ในการละความเห็นผิด ทำความเห็นให้ถูก
พรหมวิหาร คือ ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม หรือท่านผู้ใหญ่ มี ๔ คือ

. เมตตา ความรักใคร่ปรารถนาจะให้ผู้อื่นเป็นสุข
. กรุณา ความสงสารคิดจะช่วยให้ผู้อื่นเป็นสุข
. มุทิตา ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
. อุเบกขา ความวางเฉย ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ เมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ
อริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ มี ๔ คือ

. ทุกข์ ความไม่สบายกาย เดือดร้อนใจ ทุกข์เพราะเกิดดับ ไม่สมหวัง พลัดพรากจากคนรักและของชอบใจ และทุกข์เนื่องจากมีขันธ์ ๕
. สมุทัย เหตุให้ทุกข์เกิด ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ความอยากได้กามคุณ ภวตัณหา อยากมี อยากเป็น วิภวตัณหา อยากให้ตัวเองไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้
. นิโรธ ความดับทุกข์ กำจัดตัณหาให้สิ้นไป จิตสว่างสงบจากกิเลสและนิวรณ์
. มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘

ความสำคัญของอริยสัจ
. อริยสัจธรรม นำไปสู่ที่สุดคือวิปัสสนาปัญญา ข้ามพ้นสังสารวัฏฏ์ได้
. มัชฌิมาปฏิปทา แนวปฏิบัติเกี่ยวกับศีล สมาธิ ปัญญา เหมาะแก่ทุกคน
. สามุกกังสิกา พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ยกอริยสัจ ๔ ขึ้นแสดงเป็นสำคัญ
. พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เหล่าอรหันตสาวกบรรลุธรรมตาม ก็เพราะอาศัยอริยสัจ ๔ ฯ

ปัญจกะ คือ หมวด ๕

อนันตริยกรรม ๕ อย่าง คือ
. มาตุฆาต ฆ่ามารดา
. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา
. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป
. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกกัน
อนันตริยกรรม จัดเป็นครุกรรม คือกรรมหนัก
เฉพาะมารดาบิดา แม้ไม่รู้ว่าเป็นมารดาบิดา หากฆ่าลงไป ก็จัดเป็นอนันตริยกรรมเช่นกัน
กรรมทั้ง ๕ อย่างนี้ เป็นบาปหนักที่สุด ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ตั้งอยู่ในฐานะแห่งปาราชิก ของภิกษุผู้บวชในพระพุทธศาสนา
ในอนันตริยกรรมข้อที่หนักที่สุด คือ สังฆเภท การยังสงฆ์ให้แตกกัน
อภิณหปัจจเวกขณะ ๕ คือ
. ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
. ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้
. ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เราจักต้องพลัดพรากจากของที่รัก ที่ชอบใจทั้งสิ้น
. ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
. ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
ธัมมัสสวนานิสงส์ (อานิสงส์แห่งการฟังธรรม ) ๕ คือ
. ผู้ฟังย่อมได้รับสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
. สิ่งใดที่เคยฟังแล้ว แต่ไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจในสิ่งนั้นชัด
. บรรเทาความสงสัยเสียได้
. ทำความเห็นให้ถูกต้อง
. จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส
พละ คือ ธรรมเป็นกำลัง ๕ คือ
. สัทธา ความเชื่อ เชื่อว่าคุณและโทษของกรรมมีจริง
. วิริยะ ความเพียร คือ ละเว้นจากบาปอกุศล เพียรในปธาน ๔
. สติ ความระลึกได้ มีสติรอบคอบขณะทำ พูด คิด
. สมาธิ ความตั้งใจมั่น มีพลังจิตมั่น ปราศจากนิวรณ์
. ปัญญา ความรอบรู้
ธรรมทั้ง ๕ ข้อนี้ เมื่อรวมเป็นกำลังอันเดียวกัน ย่อมเป็นกำลังอันใหญ่ที่สามารถเป็นพลังที่จะดำเนินงานนั้นได้ แม้จะเป็นงานใหญ่ ฯ
ธรรม ๕ ข้อนี้ เรียกว่า อินทรีย์ ๕ ก็ได้ เพราะเป็นใหญ่ในกิจของตน
ธรรมที่เป็นข้าศึกต่อพละ หรือ อินทรีย์ ๕ คือ
. สัทธา มี อสัทธียะ ความไม่เชื่อเป็นข้าศึก
. วิริยะ มี โกสัชชะ ความเกียจคร้านเป็นข้าศึก
. สติ มี ปมาทะ ความเลินเล่อเป็นข้าศึก
. สมาธิ มี อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านเป็นข้าศึก
. ปัญญา มี อญาณะ ความไม่รู้เป็นข้าศึก

ขันธ์ ๕ (ขันธ์ แปลว่า กอง)

ชีวิตหรือตัวตน ประกอบด้วยกายและจิต คือรูปกับนาม เรียกว่า เบญจขันธ์
. รูป เรือนร่างที่คุมรวมกันไว้ด้วยธาตุ ๔ อันเป็นส่วนที่ปรากฏเห็นได้ด้วยตา
. เวทนา การเสวยอารมณ์ รู้สึกสุข ทุกข์ หรือ เฉย ๆ
. สัญญา ความจำได้หมายรู้ คือจำอารมณ์คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อารมณ์ที่เกิดกับใจได้
. สังขาร สภาวะปรุงแต่งวิญญาณผู้ก่อกรรมให้ดี ให้ชั่ว หรือไม่ดี-ไม่ชั่ว เกิดเป็นรูปนามติดต่อไป
. วิญญาณ ความรู้แจ้งในอารมณ์ที่สัมผัสกับปัจจัยภายนอก
ขันธ์ ๕ นี้ เรียกว่า นามรูป , เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จัดเป็นนาม, รูปคงเป็น รูป เหมือนเดิม ฯ
ฉักกะ คือ หมวด ๖
คารวะ ๖ อย่าง คือ

. ความเคารพเอื้อเฟื้อในพระพุทธเจ้า
. ความเคารพเอื้อเฟื้อในพระธรรม
. ความเคารพเอื้อเฟื้อในพระสงฆ์
. ความเคารพเอื้อเฟื้อในการศึกษา
. ความเคารพเอื้อเฟื้อในความไม่ประมาท
. ความเคารพเอื้อเฟื้อในปฏิสันถาร การต้อนรับปราศรัย
คารวะ แปลว่า ความเคารพ , ความเอื้อเฟื้อ หมายถึง การปฏิบัติชอบ ยกย่องเชิดชู
สาราณียธรรม คือ ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งการระลึกถึง มี ๖ คือ
. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนด้วยกายมีพยาบาลภิกษุไข้ เป็นต้น ด้วยจิตเมตตา
. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนด้วยวาจา เช่นกล่าวสั่งสอน เป็นต้น
. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณร ทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือคิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนกัน
. แบ่งปันลาภที่ตนได้มาโดยชอบธรรม ให้แก่เพื่อนภิกษุสามเณร ไม่หวงไว้บริโภคจำเพาะผู้เดียว
. รักษาศีลให้บริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อนภิกษุสามเณรอื่น ๆ ไม่ทำตนให้เป็นที่รังเกียจของผู้อื่น
. มีความเห็นร่วมกันกับภิกษุสามเณรอื่น ๆ ไม่วิวาทกับใคร ๆ เพราะมีความเห็นผิดกัน
ธรรม ๖ อย่างนี้ ทรงแสดงแก่ภิกษุจึงดูเหมือนเป็นเรื่องเฉพาะพระ แต่ความจริงแล้วทุกคนนำไปใช้ได้กับทุกคน ทุกเพศทุกวัย เช่นอยู่กับบิดามารดาก็ใช้ว่า เข้าไปตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อัน ประกอบด้วยเมตตาทั้งต่อหน้าและลับหลัง ช่วยท่านทำงาน พูดกับท่านด้วยปิยวาจา มีจิตใจเคารพนับถือท่าน เป็นต้น

สัตตกะ คือ หมวด ๗
อริยทรัพย์ ๗ อย่าง
อริยทรัพย์ แปลว่า ทรัพย์อันประเสริฐ ท่านกล่าวดีกว่าทรัพย์ภายนอก เพราะเป็นคุณสมบัติอยู่ในตนไม่มีใครแย่งชิงไปได้ และจ่ายเท่าไรก็ไม่รู้จักหมด ทั้งเป็นเหตุและเป็นเครื่องอุดหนุนโภคทรัพย์ภายนอกบังเกิดขึ้น ทรัพย์ภายนอกจะช่วยอุดหนุนเกื้อกูลได้เพียงปัจจุบันเท่านั้น ส่วนอริยทรัพย์จักตามอุดหนุนเกื้อกูลทั้งโลกนี้และโลกหน้า

. สัทธา ปักใจเชื่อที่พิสูจน์ได้สมเหตุสมผล
. สีล มีสมบัติผู้ดี มารยาทสงบเสงี่ยม พูดจาสุภาพ
. หิริ ละอายใจ ไม่กล้าทำบาปทุจริต ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
. โอตตัปปะ เกรงกลัวต่อความชั่ว เกรงเวรภัย และเสื่อมศักดิ์ศรี จึงไม่เสี่ยงทำผิด
. พาหุสัจจะ ความเป็นคนรอบรู้ ชำนาญการทั้งคดีธรรม คดีธรรม
. จาคะ ไม่แล้งน้ำใจ เผื่อแผ่พัสดุสิ่งของเพื่อความสุขของผู้อื่น
. ปัญญา หลักแหลมแยบคายในอุบายชีวิต ทั้งผิดชอบ ควรมิควรอย่างไร
สัปปุริสธรรม คือ ธรรมของสัตบุรุษ มี ๗ อย่าง คือ

. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ เช่น รู้จักว่าสิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์
. อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล เช่น รู้ว่าสุขเป็นผลแห่งการทำดี ทุกข์เป็นผลแห่งการทำชั่ว
. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตน รู้สำเนียกความรู้ความสามารถ วางตนสมอัตภาพอย่างเจียมใจ
. มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณ เช่น รู้จักใช้งบประมาณพอดี สมควรแก่ฐานะ
. กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาลอันสมควร
. ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประชุมชน เข้าใจปรับบุคคลิกภาพของตนให้สอดคล้องกับสมาคมทุกระดับ
. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักบุคคลว่าผู้นี้เป็นคนดีควรคบ ผู้นี้ไม่ดี ไม่ควรคบ เป็นต้น
สัตบุรุษ คือ คนดี มีความประพฤติทางกาย วาจา ถูกต้อง เรียบร้อยไม่มีโทษไม่เบียดเบียนผู้อื่น บุคคลใดประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้ บุคคลนั้นแล ชื่อว่า สัตบุรุษ

อัฏฐกะ คือ หมวด ๘

โลกธรรม คือ ธรรมที่ครอบงำสัตว์โลก มี ๘


- อิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่น่าปรารถนา - อนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา
. มีลาภ มีสิ่งที่ต้องการสมใจ ๒. ไม่มีลาภ ไม่ได้ครอบครองของที่หวัง
. มียศ มีตำแหน่งหน้าที่ถูกใจ ๔. เสื่อมยศ ถูกลิดรอนสิทธิและลดตำแหน่ง
. สรรเสริญ มีชื่อเสียงเด่น ๖. นินทา ถูกติเตียน กล่าวร้าย
. สุข ชีวิตผาสุก สดชื่น แจ่มใส ๘. ทุกข์ ทรมานกาย และ ขมขื่นใจ
ในโลกธรรม ๘ ประการนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ควรพิจารณาว่า สิ่งนี้เกิดแล้ว แต่ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรรู้ตามความเป็นจริง อย่าให้มันครอบงำจิตได้ คืออย่ายินดีในส่วนที่น่าปรารถนา อย่ายินร้ายในส่วนที่ไม่น่าปรารถนา

ทสกะ คือ หมวด ๑๐


บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่าง

. ทานมัยบุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญจิตภาวนา
. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่
. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการขวนขวายในกิจการชอบธรรม
. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการแบ่งให้คนอื่นมีส่วนแห่งความดีที่ตนทำ
. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยความพลอยยินดี รับรู้ความดีงามของผู้อื่น
. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยความตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพ
. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแนะแนวทางที่ชอบด้วยศีลธรรม
๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ บุญสำเร็จด้วยการปรับแนวความคิด ให้ตรงตามหลักธรรม


คิหิปฏิบัติ

หมวดว่าด้วยการประพฤติปฏิบัติตนของคฤหัสถ์

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน ๔ อย่าง

. อุฏฐานสัมปทา เพียรเอาจริงเอาจังในการศึกษา เลี้ยงชีพ ธุรกิจทุกอย่าง
. อารักขสัมปทา คุมภารกิจมิให้บกพร่อง ประหยัดและคุ้มครองทรัพย์สิน
. กัลยาณมิตตตา เลี่ยงหลบคนชั่ว ปลูกมิตรกับคนดี
. สมชีวิตา จับจ่ายเลี้ยงชีพและครอบครัว พอควรแก่รายได้และเท่าที่จำเป็น
ท่านกล่าวว่า เป็นหัวใจเศรษฐี คือสามารถนำผู้ปฏิบัติตามให้มีฐานะมั่นคงได้
สัมปรายิกัตถประโยชน์ คือ ประโยชน์ภายหน้า ๔ อย่าง
. สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา เชื่อมั่นหลักธรรม เชื่อกฏของกรรม
. สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล ประพฤติชอบด้วยกาย วาจา
. จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการบริจาค น้ำใจเสียสละ เกื้อกูลผู้อื่นให้มีสุข
. ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา จิตสำนึกผิดชอบชั่วดี รู้ปรัชญาชีวิต

มิตรปฏิรูป คือ คนเทียมมิตร ๔ จำพวก

มิตรปฏิรูป คือ คนที่ไม่ใช่มิตรแท้ ผู้ไม่มีความจริงใจ ไม่ควรคบใกล้ชิด คือ
. คนปอกลอก ทำตีสนิทให้วางใจ ปลิ้นปล้อน
. คนดีแต่พูด กำนัลด้วยลมปากหวานหว่านล้อม
. คนหัวประจบ ทำโอนอ่อนใจเลี้ยวลด ใจคดปากซื่อ
. คนชักชวนในทางฉิบหาย ชักจูงให้หลงผิดจนเสียตัวเสียคน (ข้อนี้อันตรายที่สุด)

ลักษณะของคนปอกลอก มี ๔ คือ

. คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
. เสียให้น้อย คิดเอาให้ได้มาก
. เมื่อมีภัยแก่ตัว จึงรีบทำกิจของเพื่อน
. คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว

ลักษณะของคนดีแต่พูด มี ๔ คือ

. เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย ๒. อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศรัย
. สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้ ๔. ออกปากพึ่งมิได้

ลักษณะของคนหัวประจบ มี ๔ คือ

. จะทำชั่วก็คล้อยตาม ๒. จะทำดีก็คล้อยตาม
. ต่อหน้าว่าสรรเสริญ ๔. ลับหลังตั้งนินทา

ลักษณะของคนชักชวนในทางฉิบหาย มี ๔ คือ

. ชักชวนดื่มน้ำเมา ๒. ชักชวนเที่ยวกลางคืน
. ชักชวนให้มัวเมาในการละเล่น ๔. ชักชวนเล่นการพนัน

มิตรแท้ ๔ จำพวก


มิตรแท้ คือเพื่อนที่มีความปรารถนาดี มีน้ำใสใจจริง รักเพื่อนเหมือนส่วนหนึ่งของซีวิตตน

. มิตรมีอุปการะ ยามเดือดร้อนอาศัยได้ คราวลำเค็ญก็เกื้อหนุน
. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ น้ำใจซื่อ เปิดเผย เข้าถึงใจกัน เสียสละแทนกันได้
. มิตรแนะนำประโยชน์ ตักเตือนมิให้หลงผิด ปลุกปลอบให้ตั้งตนไว้ชอบ
. มิตรมีความรักใคร่ เสมอต้นเสมอปลาย รักและภักดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ลักษณะของมิตรมีอุปการะ มี ๔ คือ

. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๒. ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
. เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้ ๔. เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก
ลักษณะของมิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มี ๔ คือ

. ขยายความลับของตนแก่เพื่อน ๒. ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่งพราย
. ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ ๔. แม้ชีวิตก็อาจจะสละแทนได้
ลักษณะของมิตรแนะนำประโยชน์ มี ๔ คือ

. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว ๒. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี
. ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๔. บอกทางสวรรค์ให้
ลักษณะของมิตรมีความรักใคร่ มี ๔ คือ
. ทุกข์ ก็ทุกข์ด้วย ๒. สุข ก็สุขด้วย
. โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน ๔. รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน
สังคหวัตถุ คือ ธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจคน มี ๔

. ทาน ให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน
. ปิยวาจา เจรจาอ่อนหวาน
. อัตถจริยา ประพฤติสิ่งที่เป้นประโยชน์แก่ผู้อื่น
. สมานัตตตา ความมีตนเสมอไม่ถือตัว
ธรรมของฆราวาส ๔ อย่าง คือ

. สัจจะ ซื่อสัตย์ต่อกัน
. ทมะ รู้จักข่มจิตของตน
. ขันติ อดทน
. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน

ปัญจกะ คือ หมวด ๕


ประโยชน์เกิดจากการถือโภคทรัพย์ ๕ อย่าง คือ (สนามหลวงตัดออก)

. เลี้ยงตัว มารดา บิดา บุตร ภรรยา บ่าวไพร่ ให้เป็นสุข
. เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข
. บำบัดอันตรายที่เกิดแต่เหตุต่าง ๆ
. ทำพลี ๕ อย่าง คือ
) ญาติพลี สงเคราะห์ญาติ
) อติถีพลี ต้อนรับแขก
) ปุพพเปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย
) ราชพลี ถวายเป็นของหลวง มีการเสียภาษีอากร เป็นต้น
) เทวตาพลี ทำบุญอุทิศให้เทวดา
. บริจาคทานในสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติชอบ

มิจฉาวณิชชา คือ การค้าขายไม่ชอบธรรม ๕ อย่าง

. ค้าขายเครื่องประหาร ๒. ค้าขายมนุษย์
. ค้าขายสัตว์สำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ๔. ค้าขายน้ำเมา
. ค้าขายยาพิษ
(การค้าขาย ๕ อย่างนี้ เป็นข้อห้าม อุบาสกไม่ควรประกอบ)
คุณสมบัติของอุบาสก ๕ ประการ คือ

. ประกอบด้วยศรัทธา
. มีศีลบริสุทธิ์
. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือ เชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล
. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพระพุทธศาสนา
. บำเพ็ญบุญแต่ในพระพุทธศาสนา
( อุบาสกพึงตั้งอยู่ในสมบัติ ๕ ประการนี้ และเว้นจากวิบัติ ๕ ประการ ซึ่งวิปริตจากสมบัตินั้น)
ฉักกะ คือ หมวด ๖

ทิศ ๖

. ปุรัตถิมทิส คือ ทิศเบื้องหน้า มารดาบิดา
. ทักขิณทิส คือ ทิศเบื้องขวา อาจารย์
. ปัจฉิมทิส คือ ทิศเบื้องหลัง บุตร - ภรรยา
. อุตตรทิส คือ ทิศเบื้องซ้าย มิตรสหาย
. เหฏฐิมทิส คือ ทิศเบื้องต่ำ บ่าวไพร่
. อุปริมทิส คือ ทิศเบื้องบน สมณพราหมณ์
ปุรัตถิมทิส คือทิศเบื้องหน้า มารดาบิดา บุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
. ท่านได้เลี้ยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ ๒. ทำกิจของท่าน
. ดำรงวงศ์สกุล ๔. ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับทรัพย์มรดก
. เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน
มารดาได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕ คือ
. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว ๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
. ให้ศึกษาศิลปวิทยา ๔. หาภรรยาที่สมควรให้
. มอบทรัพย์ให้ในสมัย
ทักขิณทิส คือทิศเบื้องขวา อาจารย์ ศิษย์พึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
. ด้วยลุกขึ้นยืนรับ ๒. ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้
. ด้วยเชื่อฟัง ๔. ด้ายอุปัฏฐาก
. ด้วยเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ
อาจารย์ได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕ คือ
. แนะนำดี ๒.ให้เรียนดี
. บอกศิลปะให้สิ้นเชิง ไม่ปิดบังอำพราง ๔. ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง
๕ ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย (คือจะไปทางทิศไหนก็ไม่อดอยาก)
ปัจฉิมทิส คือทิศเบื้องหลัง ภรรยา สามีพึงบำรุงด้วยสถาน ๔ คือ
. ด้วยยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา ๒. ด้วยไม่ดูหมิ่น
. ด้วยไม่ประพฤติล่วงใจ ๔. ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้
. ด้วยให้เครื่องแต่งตัว
ภรรยาได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ คือ
. จัดการงานดี ๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงของผัวดี
.ไม่ประพฤติล่วงใจผัว ๔. รักษาทรัพย์ที่ผัวหามาได้ไว้
. ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง

อุตตรทิส คือทิศเบื้องซ้าย มิตร กุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ
. ด้วยให้ปัน ๒. ด้วยเจรจาถ้อยคำไพเราะ
. ด้วยประพฤติประโยชน์ ๔. ด้วยความเป็นผู้มีตนเสมอ
. ด้วยไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความเป็นจริง
มิตรได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๕ คือ

. รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว
. รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว
. เมื่อมีภัยเอาเป็นที่พึ่งพำนักได้
. ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ
. นับถือตลอดถึงวงศ์ของมิตร
เหฏฐิมทิศ คือทิศเบื้องต่ำ บ่าว นายพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ

. ด้วยจัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง
. ด้วยให้อาหารและรางวัล
. ด้วยรักษาพยาบาลในเวลาเจ็บไข้
. ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้กิน
. ด้วยปล่อยในสมัย

บ่าวได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕ คือ

. ลุกขึ้นทำงานก่อนนาย ๒. เลิกงานทีหลังนาย
. ถือเอาแต่ของที่นายให้ ๔. ทำการงานให้ดีขึ้น
. นำคุณของนายไปสรรเสริญในที่นั้น ๆ

อุปริมทิส คือทิศเบื้องบน สมณพราหมณ์ กุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ๑. ด้วยกายกรรม คือทำอะไร ๆ ประกอบด้วยเมตตา

. ด้วยวจีกรรม คือพูดอะไร ๆ ประกอบด้วยเมตตา
. ด้วยมโนกรรม คือคิดอะไร ๆ ประกอบด้วยเมตตา
. ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู คือมิได้ห้ามไม่ให้เข้าบ้าน
. ด้วยให้อามิสทาน
สมณพราหมณ์ได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖ คือ

. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว ๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
. อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม ๔. ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
. ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง ๖. บอกทางสวรรค์ให้

อบายมุข คือเหตุฉิบหาย ๖ อย่าง


. ดื่มน้ำเมา ๒. เที่ยวกลางคืน ๓. เที่ยวดูการเล่น
. เล่นการพนัน ๕. คบคนชั่วเป็นมิตร ๖. เกียจคร้านการทำงาน

ดื่มน้ำเมามีโทษ ๖ อย่าง คือ

. เสียทรัพย์ ๒. ก่อการทะเลาะวิวาท ๓. เกิดโรค
. ต้องติเตียน ๕. ไม่รู้จักอาย ๖. ทอนกำลังปัญญา

เที่ยวกลางคืน มีโทษ ๖ อย่าง คือ

. ชื่อว่าไม่รักษาตัว ๒. ชื่อว่าไม่รักษาลูกเมีย
. ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ ๔. เป็นที่ระแวงของคนทั้งหลาย
. มักถูกใส่ความ ๖. ได้รับความลำบาก

เที่ยวดูการเล่น มีโทษตามวัตถุที่ไปดู ๖ อย่างคือ

. รำที่ไหนไปที่นั่น ๒. ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น
. ดีดสีตีเป่าที่ไหนไปที่นั่น ๔. เสภาที่ไหน ไปที่นั่น
. เพลงที่ไหน ไปที่นั่น ๖. เถิดเทิงที่ไหน ไปที่นั่น.

เล่นการพนัน มีโทษ ๖ ดังนี้

. เมื่อชนะ ย่อมก่อเวร ๒. เมื่อแพ้ ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป
. ทรัพย์ย่อมฉิบหาย ๔. ไม่มีใครเชื่อถือถ้อยคำ
. เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อน ๖. ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย.
คบคนชั่วเป็นมิตร มีโทษตามบุคคลที่คบ ๖ ดังนี้

. นำให้เป็นนักเลงเล่นการพนัน ๒. นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
. นำให้เป็นนักเลงเหล้า ๔. นำให้เป็นคนลวงเขาด้วยของปลอม
. นำให้เป็นคนลวงเขาซึ่งหน้า ๖. นำให้เป็นนักเลงหัวไม้
เกียจคร้านทำการงาน มักอ้างเลศ ๖ ดังนี้
. มักอ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน
. มักอ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน
. มักอ้างว่าเวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน
. มักอ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน
. มักอ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทำการงาน
. มักอ้างว่ากระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน
******************************************************




0 comments:

Post a Comment

Bookmarks